หน้าแรก / เรื่องน่ารู้

ชุดข้างคืออะไร ต้องล้างหรือเปลี่ยนเมื่อไหร่? คำถามที่ผมเจอบ่อย

ภาพประกอบสกู๊ตเตอร์เปิดฝาชุดส่งกำลัง CVT พร้อมหัวข้อชุดข้างคืออะไร ล้างหรือเปลี่ยนเมื่อไหร่

“พี่ครับ รถผมออกตัวสั่น ต้องเปลี่ยนชุดข้างไหม?”

“สายพานยังไม่ขาด ต้องเปลี่ยนด้วยเหรอ?”

“ล้างชุดข้างแล้วต้องเปลี่ยนเม็ดด้วยไหม แล้วชามหน้าชามหลังล่ะ ต้องเปลี่ยนเมื่อไหร่?”

คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผมเจออยู่บ่อยครับ โดยเฉพาะคนที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์ออโตเมติกทุกวัน บางคนขี่ไปทำงาน บางคนรับส่งลูก บางคนใช้ขับ Grab หรือ LINE MAN วันละ 200–300 กิโลเมตร แต่พอพูดถึงชุดข้าง หลายคนรู้เพียงว่าเป็นสิ่งที่อยู่ข้างเครื่องยนต์ และจะเริ่มสนใจก็ตอนรถสั่น รถอืด หรือมีเสียงดังขึ้นมาแล้ว

ผมอยากชวนให้เข้าใจก่อนครับว่า ชุดข้างมีอะไรอยู่ในนั้น แต่ละชิ้นทำหน้าที่อย่างไร และเราจะตัดสินใจได้อย่างไรว่า คันนี้ควรล้าง ควรตรวจเพิ่ม หรือควรเปลี่ยนอะไหล่ชิ้นไหน

เพราะคำว่า “เปลี่ยนชุดข้าง” อาจหมายถึงอะไหล่หลายรายการที่มีหน้าที่และอายุการใช้งานต่างกัน การบอกว่าต้องเปลี่ยน จึงควรอธิบายได้ด้วยว่าชิ้นไหนเสีย เสียอย่างไร และตรวจพบอะไรครับ

“ชุดข้าง” เป็นชื่อที่เราเรียกกันในร้านซ่อม ส่วนระบบที่อยู่ภายในเรียกว่า CVT

CVT ย่อมาจาก Continuously Variable Transmission หมายถึงระบบส่งกำลังที่เปลี่ยนอัตราทดได้อย่างต่อเนื่อง ผู้ขับจึงไม่ต้องเหยียบเปลี่ยนเกียร์หรือกำคลัตช์เองเหมือนรถบางประเภท

สำหรับสกู๊ตเตอร์ CVT แบบใช้เม็ดตุ้มที่พบได้ทั่วไป ระบบจะทำงานร่วมกันระหว่างชุดพูลเลย์หน้า หรือที่เราเรียกว่า “ชามหน้า” สายพานตัววี และชุดพูลเลย์หลังหรือ “ชามหลัง”

เมื่อรอบเครื่องยนต์เปลี่ยน เม็ดตุ้มภายในชุดชามหน้าจะเคลื่อนตัวด้วยแรงเหวี่ยง ช่วยผลักให้หน้าชามขยับ ตำแหน่งสายพานบนชามหน้ากับชามหลังจึงเปลี่ยนไป ทำให้อัตราทดเปลี่ยนตาม ส่วนคลัตช์อัตโนมัติช่วยเชื่อมต่อกำลังเพื่อให้รถออกตัวครับ

ลองนึกภาพเวลารถออกตัว เราต้องการอัตราทดที่ช่วยให้รถเคลื่อนออกไปได้ง่าย แต่เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้น ระบบก็ต้องปรับอัตราทดให้เหมาะกับการวิ่งต่อเนื่อง CVT ทำงานส่วนนี้ให้เราโดยอัตโนมัติ จนหลายคนแทบไม่รู้สึกว่าภายในกำลังเปลี่ยนอัตราทดอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม รถออโตเมติกแต่ละรุ่นอาจมีกลไกต่างกัน โดยเฉพาะระบบที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์ควบคุมอัตราทด เช่น YECVT จึงต้องตรวจสอบให้ตรงรุ่น ไม่ควรนำวิธีดูแลของระบบหนึ่งไปใช้กับอีกระบบทั้งหมดครับ

ภาพประกอบชามหน้า สายพาน เม็ดตุ้ม และชุดชามหลังกับคลัตช์ของสกู๊ตเตอร์
ภาพประกอบชิ้นส่วนหลักของระบบ CVT แบบทั่วไป รายละเอียดจริงแตกต่างกันตามรุ่นรถ

เวลาผมอธิบายให้ลูกค้าฟัง ผมจะแยกชิ้นส่วนหลักให้เห็นประมาณนี้ครับ

ชิ้นส่วนที่เรียกกันทำหน้าที่อะไร
ชามหน้าช่วยปรับตำแหน่งสายพานด้านหน้า เพื่อเปลี่ยนอัตราทด
เม็ดตุ้ม หรือลูกกลิ้งเคลื่อนตัวตามแรงเหวี่ยง ช่วยผลักชุดชามหน้า
แผ่นประกับและตัวสไลด์ประคองและนำทางการเคลื่อนที่ของชุดชามหน้า
สายพานตัววีส่งกำลังระหว่างชามหน้ากับชามหลัง
ชามหลังเคลื่อนตัวสัมพันธ์กับสายพาน มีสปริงและกลไกประกอบ
ผ้าคลัตช์กับกะโหลกคลัตช์จับส่งกำลังตอนออกตัว และแยกกำลังเมื่อรอบต่ำตามการออกแบบ
บูช ลูกปืน และซีลช่วยรองรับการเคลื่อนตัว ลดการสึกหรอ และรักษาสารหล่อลื่นเฉพาะจุด

ชิ้นส่วนเหล่านี้ทำงานสัมพันธ์กัน แต่ไม่ได้เสียพร้อมกันทุกครั้ง ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนสายพานใหม่ควรตรวจชาม เม็ดตุ้ม บูช และกลไกที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะถ้าส่วนอื่นเคลื่อนตัวติดขัดหรือสึกผิดปกติ ก็อาจกระทบการทำงานของสายพานใหม่ได้ครับ

อีกคำที่อาจทำให้สับสนคือ ชามหลังกับคลัตช์ ทั้งสองส่วนอยู่ใกล้กันและมักถูกเรียกรวมกันเวลาพูดถึงงานซ่อม แต่ทำหน้าที่ต่างกัน ชามหลังเกี่ยวข้องกับตำแหน่งสายพานและอัตราทด ส่วนผ้าคลัตช์กับกะโหลกคลัตช์เกี่ยวข้องกับการจับส่งกำลังตอนออกตัว เวลาร้านแจ้งว่าต้องเปลี่ยน “ชุดหลัง” ลูกค้าจึงควรถามต่อได้ครับว่าหมายถึงอะไหล่รายการไหน

แล้ว CVT ต่างจากโซ่–สเตอร์อย่างไร?

คนมักถามว่า รถเกียร์ใช้โซ่ ส่วนรถออโต้ใช้สายพาน แบบไหนดีกว่ากัน

ผมอยากอธิบายให้ชัดว่า CVT กับโซ่–สเตอร์ไม่ได้ทำหน้าที่ตรงกันทั้งหมดครับ เพราะ CVT มีหน้าที่เปลี่ยนอัตราทดด้วย ส่วนโซ่–สเตอร์ที่เราเห็นข้างรถ เป็นชุดส่งกำลังขั้นสุดท้ายไปยังล้อหลัง

รถเกียร์ทั่วไปมีชุดเกียร์อยู่แล้ว และใช้โซ่กับสเตอร์ส่งกำลังต่อไปยังล้อ ส่วนสกู๊ตเตอร์ CVT ทั่วไปใช้ชามกับสายพานในการเปลี่ยนอัตราทด ก่อนส่งกำลังผ่านชุดเฟืองท้ายไปยังล้อหลัง

การดูแลจึงต่างกัน รถโซ่ต้องตรวจความหย่อน ทำความสะอาดและหล่อลื่นตามคำแนะนำ ส่วนชุดสายพานต้องดูแลความสะอาดและสภาพชิ้นส่วนภายในฝาครอบ การที่เราไม่เห็นโซ่อยู่ข้างรถ ไม่ได้หมายความว่าระบบส่งกำลังของรถออโต้ไม่ต้องดูแลครับ

คำถามสำคัญคือ เราต้องล้างชุดข้างทุกกี่กิโลเมตร?

คำตอบที่รับผิดชอบกับรถของลูกค้า ต้องเริ่มจากรุ่นรถ ปีรถ ตารางบำรุงรักษา และสภาพการใช้งานครับ

คำว่า “ล้างชุดข้าง” ที่ใช้กันทั่วไปอาจครอบคลุมงานไม่เท่ากัน บางครั้งหมายถึงเปิดฝาเอาฝุ่นออก บางครั้งมีการถอดตรวจชุดหน้าและชุดหลัง บางครั้งรวมงานหล่อลื่นเฉพาะจุดด้วย ก่อนรับบริการจึงควรรู้ว่าร้านจะทำอะไรให้บ้าง

สำหรับผม งานนี้ควรเป็นโอกาสให้เราได้ตรวจสภาพ ไม่ใช่เพียงทำให้ชิ้นส่วนดูสะอาดแล้วประกอบกลับ เพราะความสะอาดอย่างเดียวไม่สามารถทำให้สายพานที่สึก เม็ดที่เสียรูป หรือบูชที่หลวม กลับมามีขนาดเหมือนใหม่ได้

ตัวอย่างจากคู่มือ Yamaha NMAX 155 ปี 2020 ระบุทั้งระยะตรวจสายพาน งานดูแลกรองอากาศห้องสายพาน และงานหล่อลื่นชุดชามหลัง โดยเป็นรายการบำรุงรักษาคนละอย่างกัน อีกทั้งการใช้งานในพื้นที่เปียกหรือมีฝุ่นมาก อาจต้องดูแลกรองอากาศห้องสายพานถี่ขึ้นด้วยครับ

ดังนั้น ผมไม่อยากให้ลูกค้าจำเพียงว่า “เปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อไหร่ ต้องล้างชุดข้างทุกครั้ง” เพราะสองงานนี้ไม่ได้มีระยะตรงกันโดยอัตโนมัติ เราควรนัดตรวจให้เหมาะกับรถคันนั้น แล้วบันทึกเลขไมล์ไว้ให้ชัดเจน

หากรถเริ่มมีอาการผิดปกติก่อนถึงวันนัด ก็เข้าตรวจได้เลย ไม่ต้องรอให้ครบระยะครับ

ภาพประกอบการตรวจวัดสายพาน ทำความสะอาดชิ้นส่วน และตรวจสภาพก่อนเลือกเปลี่ยนอะไหล่
ภาพประกอบงานตรวจและดูแลชุดส่งกำลัง ต้องใช้วิธีตรวจ เครื่องมือ และค่ามาตรฐานให้ตรงรุ่น

ส่วนสายพาน ต้องเปลี่ยนก่อนขาดหรือไม่? คำตอบคือ ต้องเปลี่ยนตามกำหนดครับ

สายพานเป็นชิ้นส่วนที่มีการสึกหรอ การที่รถยังวิ่งได้ หรือสายพานยังไม่ขาด จึงไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะใช้งานต่อไปโดยไม่ตรวจหรือไม่เปลี่ยนตามคู่มือ

ผมยกตัวอย่างจากคู่มือสองรุ่นให้เห็นความต่างครับ

รถตามคู่มือที่อ้างอิงระยะตรวจสายพานระยะเปลี่ยนสายพาน
Honda PCX160 ปี 2021ตรวจที่ 12,000 กม. ตามตารางเปลี่ยนที่ 24,000 กม.
Yamaha NMAX 155 ปี 2020 รหัส GPD155-Aตรวจครั้งแรก 8,000 กม. จากนั้นทุก 4,000 กม.เปลี่ยนทุก 25,000 กม. แม้ยังไม่พบความเสียหาย

ตัวเลขนี้เป็นของรถตามคู่มือที่ระบุ ไม่ใช่ระยะกลางสำหรับรถออโตเมติกทุกรุ่นหรือทุกปี ต้องเปิดดูคู่มือให้ตรงรุ่นเสมอ และถ้าพบความเสียหายก่อนถึงระยะ ก็ต้องดำเนินการก่อนครับ

นอกจากเลขไมล์แล้ว ช่างควรตรวจรอยแตกร้าว การสึกผิดปกติ และวัดความกว้างสายพานเทียบกับค่ากำหนดด้วย การมองว่ายังเป็นเส้นอยู่ครบ จึงไม่เพียงพอที่จะรับรองว่าใช้งานต่อได้ครับ

เรื่องไฟ V-BELT บนหน้าปัดก็สำคัญ หลายคนเห็นไฟแล้วคิดว่าสายพานเสีย หรือบางคนกดลบไฟแล้วขี่ต่อโดยไม่ได้ตรวจ

ความจริงต้องดูความหมายจากคู่มือครับ เช่น PCX160 ในคู่มือที่ยกตัวอย่าง เตือนให้เข้าบำรุงรักษาตามระยะ 12,000 กิโลเมตร ส่วน NMAX ในตัวอย่างเตือนเปลี่ยนสายพานทุก 25,000 กิโลเมตร ไฟเหล่านี้จึงไม่ควรถูกเข้าใจว่าเป็นเซนเซอร์ที่มองเห็นรอยแตกของสายพาน และการกดลบไฟก็ไม่ได้เป็นการซ่อมอะไรครับ

เม็ดตุ้มต้องเปลี่ยนพร้อมสายพานทุกครั้งไหม?

ผมจะดูทั้งข้อกำหนดของรุ่นนั้นและสภาพจริงครับ ไม่ควรตอบเหมือนกันทุกคัน

เม็ดตุ้มทำงานอยู่ในชุดชามหน้า จึงต้องตรวจทั้งตัวเม็ดและรางที่เม็ดเคลื่อนตัว หากพบการสึกเสียรูป ผิวเป็นหน้าแบน แตก บิ่น หรือขนาดต่ำกว่าค่ากำหนด ก็มีเหตุผลให้เปลี่ยน ส่วนรุ่นที่มีรายการเปลี่ยนตามระยะ ก็ควรทำตามกำหนดด้วย ผู้ผลิตชุดส่งกำลังอย่าง Polini เองก็แนะนำให้อ้างอิงคู่มือการใช้งานและบำรุงรักษาในการเปลี่ยนเม็ดตุ้มครับ

สิ่งที่ลูกค้าถามร้านได้คือ “เม็ดของผมสึกตรงไหนครับ ขอดูหน่อย” หรือ “รายการนี้เปลี่ยนตามระยะในคู่มือ หรือเปลี่ยนเพราะตรวจพบความเสียหายครับ”

เป็นคำถามปกติที่ควรถามได้ และร้านควรอธิบายให้เข้าใจครับ

แล้วชามหน้า ชามหลัง ต้องเปลี่ยนทุกกี่กิโลเมตร?

สองรายการนี้ไม่ควรตั้งเลขเหมารวมโดยไม่ดูรุ่นและสภาพครับ เวลาตรวจต้องดูทั้งผิวสัมผัสสายพาน ราง กลไกการเคลื่อนตัว บูช และส่วนประกอบที่เกี่ยวข้อง

ผิวที่สึกเป็นร่อง เป็นขั้น หรือมีความเสียหาย ต้องประเมินร่วมกับค่ามาตรฐาน ส่วนกลไกที่ฝืด ติดขัด หรือหลวม ก็ต้องหาว่าเกิดจากชิ้นใด ไม่ใช่เห็นว่าชุดนี้ใช้งานมานานแล้ว จึงสรุปว่าต้องเปลี่ยนทั้งหมดทันที

แนวทางของผู้ผลิตชุดส่งกำลังให้ความสำคัญกับการตรวจชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวร่วมกัน และเปลี่ยนส่วนที่สึกหรือไม่สามารถทำงานได้ราบรื่นครับ

สำหรับผ้าคลัตช์กับกะโหลกคลัตช์ ก็ต้องตรวจตามข้อกำหนดของรถเช่นเดียวกัน โดยดูทั้งการสึกและความเสียหายของผิวสัมผัส การบอกว่ารถออกตัวสั่นแล้วต้องเปลี่ยนคลัตช์ทันที จึงยังเร็วเกินไป ต้องตรวจหาสาเหตุก่อนครับ

ภาพประกอบรอยแตกร้าวสายพาน เม็ดตุ้มสึกเป็นหน้าแบน รอยสึกหน้าชาม และจุดตรวจคลัตช์
ภาพประกอบตัวอย่างรอยสึกหรอและจุดตรวจ ไม่ใช่ภาพผลตรวจรถลูกค้า การตัดสินใจเปลี่ยนต้องเทียบค่ามาตรฐานจริง

อาการที่ผมอยากให้เจ้าของรถจำไว้ ได้แก่ ออกตัวสั่นหรือกระตุก เร่งแล้วรอบเครื่องสูงแต่ความเร็วเพิ่มไม่สัมพันธ์กับอาการเดิม มีเสียงผิดปกติจากบริเวณชุดส่งกำลัง หรือมีกลิ่นไหม้และอาการลื่นผิดปกติ

อาการเหล่านี้เป็นเหตุให้เข้าตรวจ ไม่ใช่หลักฐานว่าต้องเปลี่ยนอะไหล่รายการใดรายการหนึ่งทันที เพราะคราบสกปรก การลื่น และชิ้นส่วนที่สึกหรือเคลื่อนตัวผิดปกติ อาจเกี่ยวข้องกันได้ครับ

การล้างที่ถูกต้อง ก็ต้องเลือกวิธีให้เหมาะกับแต่ละชิ้น

ผมอยากเน้นเรื่องนี้ เพราะคำว่า “ล้าง” ฟังดูเหมือนเอาทุกอย่างลงน้ำยาแล้วทำความสะอาดได้เหมือนกัน แต่ชิ้นส่วนในชุดส่งกำลังมีทั้งโลหะ ยาง พลาสติก บูช ซีล และส่วนที่ต้องมีสารหล่อลื่นเฉพาะจุด

จึงต้องแยกให้ชัดว่าส่วนไหนทำความสะอาดด้วยอะไร ส่วนไหนต้องหล่อลื่น และส่วนไหนต้องรักษาผิวสัมผัสให้ปราศจากคราบน้ำมันหรือจาระบี ตัวอย่างคำแนะนำจาก Malossi ระบุว่าบูชบางประเภทไม่ควรถูกน้ำยาขจัดคราบไขมัน และงานประกอบต้องใช้แรงขันตามที่ผู้ผลิตกำหนดด้วยครับ

เพราะฉะนั้น งานล้างชุดข้างที่มีคุณภาพจึงควรเริ่มจากฟังอาการ ตรวจสภาพและวัดตามจุดที่จำเป็น ทำความสะอาดอย่างเหมาะสม ประกอบให้ถูกต้อง แล้วตรวจผลหลังทำ ไม่ใช่ตัดสินจากความเงาของอะไหล่เพียงอย่างเดียว

สำหรับไรเดอร์ ชุดข้างเป็นต้นทุนที่ควรวางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนรถมีปัญหา

คนขี่ไปทำงานกับคนที่ขับหาเงินวันละ 200–300 กิโลเมตร อาจใช้รถรุ่นเดียวกัน แต่เลขไมล์เพิ่มเร็วต่างกันมากครับ

ถ้าวิ่งทุกวัน ระยะ 4,000 กิโลเมตรจะมาถึงในประมาณ 13–20 วัน ส่วนระยะ 24,000 กิโลเมตรจะมาถึงในประมาณ 80–120 วันเท่านั้น

นี่เป็นเพียงการคำนวณจากระยะทางรายวัน แต่ช่วยให้เห็นว่า ถ้าเรารอจำเป็นเดือนอย่างเดียว อาจพลาดกำหนดตรวจหรือเปลี่ยนได้ง่ายมาก

สำหรับคนที่ใช้รถทำงาน ผมแนะนำให้เก็บข้อมูลอย่างน้อยสามอย่าง คือ เลขไมล์วันที่เข้ารับบริการ รายการที่ตรวจหรือเปลี่ยน และเลขไมล์นัดครั้งต่อไป อาจถ่ายรูปใบเสร็จเก็บไว้ในโทรศัพท์ก็ได้ครับ

ส่วนการใช้งานหยุด–ออกตัวบ่อย บรรทุกหนัก หรือเจอความร้อนและฝุ่น ต้องนำมาประกอบการประเมินด้วย เพราะสภาพการใช้งานมีผลต่อระบบส่งกำลัง แต่ไม่ควรใช้คำว่า “ไรเดอร์ใช้งานหนัก” เป็นเหตุให้เปลี่ยนอะไหล่ทุกชิ้นโดยไม่มีผลตรวจรองรับครับ

เวลาลูกค้าเข้ามาที่ร้าน ผมอยากให้การตรวจชุดข้างจบด้วยคำตอบที่ชัดเจนว่า อะไรยังใช้ได้ อะไรควรบำรุงรักษา อะไรถึงระยะเปลี่ยน และอะไรเสียหายแล้ว

ถ้าต้องเปลี่ยน ก็ควรชี้ให้เห็นชิ้นส่วน อธิบายเหตุผล และแจ้งราคาก่อนทำ ลูกค้าจะได้ตัดสินใจจากข้อมูล ไม่ต้องเดาว่ารายการไหนจำเป็นหรือไม่จำเป็น

เมื่อมีคนถามผมว่า “ชุดข้างต้องเปลี่ยนเมื่อไหร่?” ผมจึงเริ่มจากขอดูรุ่นรถ เลขไมล์ ประวัติการดูแล และสภาพจริงก่อนครับ

ชิ้นไหนยังอยู่ในเกณฑ์ก็ใช้ต่อ ชิ้นไหนถึงกำหนดหรือสึกเกินมาตรฐานก็ควรเปลี่ยน พร้อมบันทึกไว้ให้รู้ว่าครั้งต่อไปต้องดูแลเมื่อไหร่ นี่คือวิธีที่ผมอยากให้เจ้าของรถเข้าใจรถของตัวเอง และวางแผนดูแลได้อย่างคุ้มค่าครับ

เอกสารอ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม

คู่มือผู้ใช้ Honda PCX160 ปี 2021 — ตารางบำรุงรักษาและความหมายไฟเตือน V-BELT

คู่มือผู้ใช้ Yamaha NMAX 155 ปี 2020 รหัส GPD155-A — การตรวจสายพาน การเปลี่ยน และการดูแลห้องสายพาน

Gates: คู่มือทางเทคนิคระบบสายพาน CVT สำหรับสกู๊ตเตอร์

Malossi: การประกอบ ตรวจ และบำรุงรักษาชุด Variator

Polini: ควรเปลี่ยนเม็ดตุ้มเมื่อไหร่

ระยะบำรุงรักษาและค่าจำกัดการสึกหรอ ต้องอ้างอิงคู่มือให้ตรงกับรุ่น ปี และระบบส่งกำลังของรถแต่ละคัน ภาพในบทความเป็นภาพประกอบเพื่ออธิบายเนื้อหา

ข้อมูลบริการและเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดูบริการของ Krab Moto Service · ดูข้อมูลระบบส่งกำลังและชุดข้าง

อ่านต่อ: เปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อไหร่? คำถามที่ผมพบบ่อย

เลือกได้ตามต้องการ การปฏิเสธไม่มีผลต่อการอ่านเว็บไซต์ การติดต่อ หรือการใช้ตะกร้าสินค้า

ความปลอดภัย การเข้าสู่ระบบ ตะกร้าสินค้า และการจดจำตัวเลือกคุกกี้

วิเคราะห์การเข้าชมและปรับปรุงบริการ เช่น Google และ WordPress / WooCommerce

วัดผลโฆษณาและนำเสนอเนื้อหาที่เหมาะสมผ่านเครื่องมือของ Google และแท็กที่เอเจนซีจัดการ

แสดงเนื้อหาจาก Google Maps, YouTube หรือบริการวิดีโอภายนอก ซึ่งอาจรับข้อมูลการใช้งานของคุณ

เครื่องมือ Google ที่รวมหลายวัตถุประสงค์จะเปิดเมื่อคุณยินยอมทั้งสถิติและการตลาด คุณเปลี่ยนหรือถอนความยินยอมได้จากท้ายเว็บไซต์ ตัวเลือกมีอายุ 180 วัน

อ่านนโยบายคุกกี้